8 นิสัยไม่ได้เรื่อง!!!
สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์
แหล่งข้อมูล http://www.dek-d.com/article/25654/
รูปจาก http://www.dek-d.com/article/25654/
1. ไม่ช่างสังเกต
ความช่างสังเกตเป็นพื้นฐานของคนฉลาด
เพราะความช่างสังเกตจะทำให้เกิดการสงสัย การสงสัยนำไปซึ่งการหาคำตอบ และการได้คำตอบก็เท่ากับเราได้สร้างความรู้ใหม่ให้แก่สมองเรา
แต่ถ้าเราไม่เริ่มสังเกตอะไรเลย ปล่อยให้ชีวิตอยู่กับสิ่งเดิมๆ ไม่ใช่แต่สมองที่ไม่ได้พัฒนา
และไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นนะ
แม้แต่ชีวิตเราก็จะเกิดอุบัติเหตุเพราะความประมาทอันไม่ช่างสังเกตได้ เช่น
การเดินไปโรงเรียนทุกวันบนทางเท้าประจำจนชิน
แต่เมื่อคืนที่ผ่านมามีการปรับปรุงทางเท้านี้โดยที่เราไม่รู้ มีเทปูนไว้ ปูนก็ยังไม่แห้ง
มีป้ายเตือนติดไว้ แต่บังเอิญป้ายปลิวหายไป ด้วยความที่เราเดินทุกๆ วัน
เราก็ไม่สังเกตความผิดปกติอะไรของพื้นทางเท้านั้น
สุดท้ายเราก็เดินตกลงไปในปูนที่ยังไม่แห้ง ตัวอย่างนี้มีจริง เพราะฉะนั้น มาเป็นคนช่างสังเกตดีกว่า
เริ่มจากสิ่งรอบตัวนี่แหละ คำเตือน!!
อย่าวางใจกับเส้นทางที่คุณเดินทางประจำ
2. เห็นพ้องไปกับคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่เห็นด้วย
คนที่ไม่กล้าปฏิเสธ
หรือทำตามความคิดเห็นของตนเอง แม้จะคิดว่ามันดีกว่าก็ตาม
ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขได้นะ เคยไหมที่โมโหตัวเอง เพราะมัวแต่ไปเชื่อคนอื่น ต่อให้เรามีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้าบอกความคิด
กลัวผิด ยอมที่จะเห็นพ้องไปกับคนอื่นทุกเรื่อง
เป็นการสั่งสมให้เรากลายเป็นคนที่ไม่สามารถมีความสุขของชีวิต
ด้วยไม่เคยพบกับความสำเร็จที่เกิดจากความคิดตนเองเลยได้ แต่การเห็นต่างก็ต้องมีเหตุผล ถ้าเป็นการเห็นต่างเพราะไม่ชอบ ไม่ถูกชะตา แบบนี้ก็สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ในแง่การไม่ยอมรับความคิดของผู้อื่นเหมือนกัน
3. คิดไปก่อนแล้วว่า “เป็นไปไม่ได้ มันทำไม่ได้
จริงๆ
แล้วชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับตัวเราเอง อย่างเวลาที่เราตัดสินใจอะไรสักอย่างเราเลือกที่จะทำตามคนอื่น
แต่ในบางเวลาต้องเผชิญสิ่งใหม่...ไม่มีต้นแบบให้ดู
ต้องตัดสินใจเอง หลายครั้งเรากลับคิดแต่ว่า
ทำไม่สำเร็จ เป็นไปไม่ได้ ทำไปก็เท่านั้น ฯลฯ แล้วก็เลือกที่จะไม่ทำ สุดท้ายเราก็จะไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาในชีวิตเลย สมองทำงานอยู่กับความคิดคำนึงของตัวเรานะ
ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้บ่อยๆ เข้า สมองจะรับข้อมูลนั้นและเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก
ทำให้เราไม่สามารถสลัดความเป็นไปไม่ได้นั้นออกไปได้ เราเลยเชื่อว่า ตัวเองทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง
ภาพจาก http://grcfreedomoflife.blogspot.com/2012/10/blog-post_23.html#.Uk95NdLwn4Q
4. ทำอะไรซ้ำๆ
สิ่งจำเจเป็นอาการดื้อยาของสมอง เจอบ่อยๆ ยาก็ไม่ออกฤทธิ์ ไม่ออกประโยชน์
การทำอะไรซ้ำๆ เลยเป็นสิ่งสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ลองทำสิ่งใหม่ให้สมองได้เรียนรู้บ้างดีกว่า
อย่ามัวแต่กินอาหารเมนูเดิม เปลี่ยนบ้าง ถ้าตอนนี้ยังทำให้เห็นเป็นพฤติกรรมไม่ได้
แค่คิดอะไรใหม่ก็ยังดี จินตนาการใช้ได้จริง
5. ไม่ชอบแสดงความคิดเห็น
มาพร้อมกับการเห็นพ้องไปกับคนอื่นๆ
ทั้งที่ไม่เห็นด้วย หรือบางทียิ่งแย่ไปกว่านั้นเพราะแทบที่จะไม่ได้คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ
เช่น ในการประชุมกลุ่มรายงาน คิดว่าให้เพื่อนเก่งๆ เขาทำไป
เดี่ยวเราค่อยช่วยออกแรงพิมพ์รายงานก็พอ ตอนนี้แหละที่อีกหนึ่งความคิดเห็นดีๆ
หายไป งานกลุ่มควรเป็นงานที่ทุกคนในกลุ่มช่วยกันออกความคิดเห็นและร่วมกันทำ
แต่มีไม่น้อยเลยที่งานกลุ่ม คือ
ความคิดเห็นของผู้นำกลุ่มหรือเพื่อนที่เรียนเก่งที่สุดเพียงคนเดียว
แบบนี้คนที่เก่งก็ได้คิดและเก่งอยู่คนเดียว การที่เราไม่ออกความคิดเห็น
ทำให้สมองไม่ได้เกิดการทำงาน ไม่มีการแก้ไขปัญหา ไม่มีการเชื่อมโยงความคิดเห็นและแสดงออกมาเป็นคำพูด
เท่ากับสมองไม่ได้พัฒนาในเวลาที่มีโอกาสนั่นเอง
6. ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
คนที่กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเอง
และใช้ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ก็เป็นอีกอุปนิสัยที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์
เพราะความคิดเห็นของคนๆ เดียว อาจผิดพลาด หรือไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้
แม้จะมาจากคนที่เราเห็นว่าเก่งที่สุดก็ตาม
และยิ่งเป็นคนที่ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นแล้ว
จะทำให้ตนเองกลายเป็นคนน่ารังเกียจ ที่ไม่มีใครอยากทำงานร่วมด้วยอีกต่างหาก
การรับความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราตั้งใจคิดตามทุกความคิดเห็นของคนอื่นด้วย
เราจะเห็นว่าแต่ละคนมีมุมมองที่มาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
เมื่อมุมมองเหล่านั้นมารวมกัน จะทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
7. ยึดติดกับความรู้เดิมๆ หรือประสบการณ์เดิมๆ
คนที่อ่านหนังสือมาก คนที่เรียนเก่ง
มักคิดว่าความรู้ที่มีเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด
ไม่จำเป็นต้องหาความรู้เพิ่ม คนที่คิดแบบนี้กำลังขังตนเองอยู่ในกรอบ ทำตัวเป็นกบในกะลา
และยังคิดอีกว่าเป็นกะลาที่ดีที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว โลกนี้กว้างใหญ่ มีปริศนามากมายที่ยังไขไม่ออก และมีความรู้อีกมากที่เรายังไม่รู้
อย่าให้ใครมาบอกว่าเราเป็นกบในกะลาได้
8. อยากรู้หรือสงสัยแต่ไม่ถาม
บางทีเราอาจเป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว
อาจเป็นคนคิดเก่ง และมีคำถามอยู่เสมอ
แต่ถึงแม้จะมีอุปนิสัยพื้นฐานของคนฉลาดอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีความกล้าที่จะถาม
เลยทำให้พลาดความรู้ดีๆ
หรือโอกาสที่ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวได้ บางครั้งเมื่อเราที่มีคำถามอาจไปหาคำตอบจากหนังสือ
หรืออินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่ในชั้นเรียนกลับไม่กล้าถามครู ไปหลงทางที่ไหนก็ไม่กล้าถามทางกับคนแถวนั้น หรือลืมที่จะหาคำตอบของปัญหานั้นๆ ไปอีก อย่าลืมว่าความคิด หรือจุดเริ่มต้นดีๆ บางทีก็มาแบบชั่วครู่
แล้วก็จะเลือนหายไปจากสมองได้ ทำไมเราไม่หาคำตอบทันทีที่สงสัย ถ้ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในสมองแล้วต้องลงมือทำลงมือคิดทันที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น